โรงเรียนภาษาญี่ปุ่น

 Japanese School(日本語学校)

      คือ สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับชาวต่างชาติ

     ผู้สนใจที่จะเรียนหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นควรจะวางเป้าหมายให้ชัดเจนว่าต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่ออะไร เพื่อจะได้คัดเลือกหลักสูตรได้สอดคล้องตรงกับความต้องการของตนเองได้มากที่สุด

วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

     1) เพื่อการศึกษาต่อ : เป็นการเตรียมความพร้อมภาษาญี่ปุ่นก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

     2) เพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย : มีความคล้ายคลึงกับหลักสูตรในข้อที่ 1) แต่จะมีการสอนวิชาพื้นฐานด้วย เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม เป็นต้น

     3) หลักสูตรอื่นๆที่นอกเหนือไปจากเรียนต่อ เช่น เพื่อการทำงาน เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

ประเภทของสถาบัน

     1) โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น : หลักสูตรที่เปิดสอนก็มีทั้งเพื่อศึกษาต่อ หลักสูตรภาษาญี่ปุ่นทั่วไป แล้วแต่สถาบัน

     2) มหาวิทยาลัยเอกชนและวิทยาลัยอนุปริญญา : บางมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเปิดเป็นหลักสูตรพิเศษเพื่อนักศึกษาต่างชาติ(留学生別科)หรือหลักสูตรพิเศษภาษาญี่ปุ่น(日本語別科)

การสมัครเรียน (แต่ละสถาบันการศึกษาจะแตกต่างกันออกไป)

     1) ใบสมัครเข้าเรียน

     2) ประวัติส่วนตัว

     3) ใบรับรองผลการศึกษา

     4) ใบรับรองการสำเร็จการศึกษา

     5) เอกสารรับรองด้านการเงิน (รวมถึงเอกสารของผู้ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่าย)

     6) เอกสารอื่นๆ

 Credit : www.jeic-bangkok.org

            https://yosida.com/

     สำหรับท่านที่สนใจไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น การไปเริ่มต้นด้วยการเรียนภาษาก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ

     การคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนก็ไม่ยากนัก โดยทั่วไปมักเป็นการพิจารณาจากเอกสารที่เราส่งไป การสอบสัมภาษณ์ บางสถาบันอาจมีการสัมภาษณ์ไปถึงผู้ที่รับภาระในการจ่ายการเล่าเรียนให้ด้วย

     ยิ่งโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในการติวเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง การคัดเลือกก็จะยิ่งเข้มงวดขึ้นไปอีกเพราะมีผู้ต้องการสมัครเยอะ

     บางโรงเรียนต้องการให้ผู้สมัครมีพื้นฐานตั้งแต่N5ขึ้นไป แต่หลายสถาบันก็ไม่จำกัดเรื่องนี้ ถึงไม่มีประสบการณ์ก็สามารถเริ่มต้นจากศูนย์ได้

     ประเด็นอยู่ที่เราควรจะต้องจบขั้นต่ำม.6หรือปวช. จริงๆวีซ่านักเรียนไม่ได้มีการกำหนดอายุขั้นสูงไว้ชัดเจน แต่อายุอานามไม่ควรเกิน 30 ปีเพราะถ้ามากกว่านั้นผู้พิจารณาปล่อยวีซ่าให้อาจไม่เชื่อว่าเราต้องการไปเรียนจริงๆ แต่ก็ใช่เหตุผลที่ตายตัว เขาก็พิจารณาหลายๆอย่างประกอบกัน เช่นประวัติการเรียนการทำงาน เงินสนับสนุนมากน้อยแค่ไหนด้วยจึงไม่ต้องกลัวอะไร ถ้าอยากเรียนก็ลองสมัครก่อน ได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่งมาลุ้นกันอีกที

 

Update : 17 Aug 2020

 

 


ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 24,588